บันทึกชาวต่างชาติถึงการลงโทษกรณีมีการเล่นชู้ของสาวไทยสมัยก่อน ที่เมืองเขมราฐ อุบลราชธานี

จากบันทุก เรื่อง Travels in Indo-China and the Chinese empire ของ CarneÌ, Louis de, 1844-1870; CarneÌ, Louis-Joseph-Marie de, comte, 1804-1876 ถอดความโดย สุทธิศักดิ์

บรรยายลักษณะของเมืองอุบลราชธานี และเมืองเขมราฐในสมัยก่อน ไว้อย่างชัดเจน รวมถึงการลงโทษผู้หญิงที่ถูกจับได้ว่านอกใจสามี นับเป็นบันทึกที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ที่จะบอกถึงลักษณะสังคมหัวเมืองต่างๆของสยามในสมัยนั้นได้อย่างดี


หลุยส์ โจเซฟ มารี เดอ การ์เน่ ๔
ที่เมืองอุบล เมอซิเออร์ เดอ ลาเกรฺ คิดว่าคณะควรจัดการเองหมดทุกอย่าง แต่ชาวเมืองไม่ยอมรับจ้างแบกหาม หรือแม้แต่ให้เช่าสัตว์พาหนะเลย ดูแล้วก็ไม่ใช่การโก่งค่าจ้างที่เราเสนอแต่อย่างใด แม้แต่พ่อค้าชาวจีนยังบอกว่า ต้องจ่ายเงินให้เจ้าเมืองก่อนจึงจ้างลูกหาบได้
เราเดินทางไปพบเจ้าเมืองเพื่อขออนุญาตเช้าซื้อสัตว์พาหนะและจ้างลูกหาบ หลังจากรอนานพอสมควร และเช้าวันหนึ่ง มีควาย ๑๕ ตัว เกวียนหลายเล่ม ลูกหาบ ๑๕ คน และช้าง ๖ เชือกมารอที่หน้าเรือนตามคำของเจ้าเมือง

เราออกเดินทางจากเมืองอุบลไปตามถนนดินปนทราย ซึ่งเหมือนกับถนนในตัวเมืองนั่นเอง เกวียนหายไปในฝุ่นคละคลุ้ง และเมื่อเราพักก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากน้ำขุ่นตม สกปรก ระหว่างทางมีแหล่งเกลือมากมาย เพราะเมื่อน้ำแห้ง เกลือก็ก็เกาะอยู่บนผิวดินตามที่ต่างๆ บ้างก็อยู่ในบ่อโคลนชื้นแฉะ ชาวเมืองตักดินโคลน ปั้นเป็นก้อนกลม ผสมน้ำ เกลือจะละลายออกมา แล้วนำมาเคี่ยวเอาเกลือตามกรรมวิธีดั้งเดิม
เมื่อเราพ้นเขตเมืองอุบล บรรดาลูกหาบก็เดินทางกลับตามโองการของเจ้าเมือง และแล้วเราก็มาถึงเขมราฐ ซึ่งเมอซิเออร์ เดอลาปอเต รอเราอยู่พอดี เขานั่งเรือมาตามแม่น้ำโขงจนกระทั่งถึงเขตเมืองอุบล แม่น้ำช่วงนี้งดงามแปลกตากว่าที่อื่น เพราะไหลผ่านเกาะแก่งเป็นวังวน ส่งเสียงดังสนั่น แม่น้ำกว้างประมาณ ๖๐ เมตรและลึกมากกว่า ๑๐๐ เมตร คนข้ามไปไม่ได้ เพราะน้ำขุ่นคลั่กไหลเชี่ยวผ่านเกาะแก่งขนาดเล็ก เป็นน้ำวน เรือแล่นผ่านไม่ได้ ทั้งสองฝั่งไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ มีไม้ใหญ่ขึ้นสองฝั่ง บางทีก็ถูกสายน้ำพัดพาลอยไปกับกระแสน้ำด้วย

เราไม่เห็นเรือนหรือหมู่บ้านเลย มีชาวประมงผู้กล้าหาญไม่กี่คนสร้างเพิงอยู่ริมฝั่งเว้าๆ แหว่งๆ และดูกันฝนไม่ได้มากนัก และเมื่อน้ำนองก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะระดับน้ำขึ้นสูง ๑๕ ฟุตทีเดียว
ที่เขมราฐ เราได้รับการต้อนรับอย่างดี เจ้าเมืองเพิ่งถึงแก่กรรม ผู้ดูแลเมืองเป็นชายชราใจดีและเอื้อเฟื้อเราเป็นพิเศษ ชาวเมืองเขมราฐสงบเสงี่ยม และตื่นเต้นกันมาก เมื่อเมอซิเออร์ เดอลาปอเต ออกไปสำรวจเมืองและหมู่บ้านภายใต้แสงอาทิตย์ร้อนแรง ขุนนางเฒ่าผู้จะเดินทางลงกรุงเทพฯ ถามว่าควรออกเดินทางเวลาใดจึงเป็นมงคล เราตอบว่า หลังเลี้ยงมื้อค่ำอร่อยๆ เราแล้วก็ควรออกเดินทางไปได้
เรือนพักของเราอยู่กลางสวน ริมแม่น้ำใหญ่ ต้นมะม่วงและมะขามออกดอกบานสะพรั่ง หลังจากการเดินทางคลุกฝุ่นจากเมืองอุบล เมืองเขมราฐก็เหมือนที่พักโอเอซิสกลางทะเลทรายอย่างนั้น ผู้รั้งเมืองและชาวเมืองเห็นอกเห็นใจเรา ให้ข้อมูลสำคัญมากมาย สรุปได้ว่าเขมราฐเป็นหัวเมืองลาวที่ขึ้นต่อสยามเช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ

เมืองเขมราฐเป็นเมืองเล็กที่สุดในหัวเมืองลาวตอนกลาง มีประชากร ๒๐,๐๐๐ คน มีขุนนาง ๖ คนช่วยกันปกครอง ซึ่งอาศัยอยู่ใน (บริเวณ) จวนเจ้าเมือง และมีอำนาจรองจากเจ้าเมืองตามลำดับ ส่วนเจ้าเมืองนั้นพระเจ้ากรุงสยามเป็นผู้แต่งตั้ง

ขุนทางทั้ง ๖ คนนั้นไมได้รับการแต่งตั้งจากสยามโดยตรง แต่มีสิทธิ์เกณฑ์ชาวเมืองมาใช้แรงงานได้ และมีวิธีหาเงินเข้ากระเป๋านับร้อยวิธี ส่วนขุนนางระดับล่างที่สุดนั้น มีหน้าที่ดูแลหมู่บ้านน้อยใหญ่
ในศาลาหลังหนึ่ง ที่ใช้เป็นศาลพิพากษาคดีนั้น มีการพิพากษาหญิงคนหนึ่งที่เล่นชู้สู่ชาย ผู้ทำผิดทั้งสองคนถูกจับใส่ขื่อคา มัดให้หันหน้ามองกัน ซึ่งเป็นที่สนใจของผู้คนมาก
สามีดูไม่ยินดียินร้าย แต่ชาวฝรั่งเศสอย่างเราสนใจกันมาก บางคนก็ดูสนุกสนานไปด้วย มีหลักฐานแน่ชัด ฝ่ายหญิงจึงไม่ปฏิเสธและยอมเสียค่าปรับ ๑๗ บาท หรือประมาณไม่เกิน ๙๖ ฟรังก์ กรณีนี้ สามีจะหย่าหรือไม่หย่าก็ได้ตามใจ หากตัดสินใจหย่า ก็ห้ามอยู่ด้วยกันอีก ๑๐ ปี สามีได้เงินค่าปรับจากภรรยา ศาลได้ค่าปรับจากฝ่ายชายชู้

ดูแล้วสามีคงไม่เสี่ยงรับภรรยากลับมาอีกแน่ ซึ่งผมก็เข้าใจได้ดี ตอนแต่งงานสามีเสียค่าสินสอด เป็นเงิน ๔ บาทและควาย ๑ ตัว แต่ก็อยู่กินกันมานาน ตอนนี้เขาเป็นอิสระแล้ว ได้เงินค่าปรับไหมอีกทั้งแต่งงานใหม่ก็ได้ ช่างเป็นชายผู้โชคดีจริงๆ

แต่ทุกคดีไม่ได้จบอย่างมีความสุขเช่นนี้ บางครั้งผู้หญิงไม่มีเงินจ่าย ต้องถูกเฆี่ยน ๒ ครั้งต่อเงิน ๑ บาทตามค่าปรับไหม แต่ค่าปรับก็ไม่เกิน ๔๐ บาทแน่นอน
ผู้หญิงในเมืองลาวจึงมีอิสรเสรี หากจับได้ก็เสียค่าปรับไม่เกิน ๑๐๐ ฟรังก์ กฎหมายเข้าข้างผู้ชาย ดังนั้นผู้หญิงชาวลาวก็จึงล้างแค้นเล่นชู้ตามใจ...
สุทธิศักดิ์ถอดความ Sudhisak Palpho
Travels in Indo-China and the Chinese empire
by CarneÌ, Louis de, 1844-1870; CarneÌ, Louis-Joseph-Marie de, comte, 1804-1876

ความคิดเห็น