คุณหญิงสดับ ผู้มั่นคงในความรักจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต

จอมนางแห่งราชสำนักไทยคนที่10(คนสุดท้าย)

คุณหญิงสดับ หรือที่รู้จักในหมู่ชาววังคือ หม่อมราชวงศ์หญิงสดับ ลดาวัลย์ หญิงสาวราชนิกูลผู้นี้เข้าถวายตัวในตำแหน่งของเจ้าจอมในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ในวันนั้นคุณหญิงสดับได้รับพระราชทาน "กำไลมาศ" จากพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นกำไลทองคำแท้จากบางสะพานหนักสี่บาท ทำเป็นรูปตะปูสองดอกไขว้กัน ในขณะนั้น คุณหญิงสดับมีอายุเพียง16ปี ตลอดระยะเวลาในการเป็นข้าทูลละอองพระบาทนั้น คุณหญิงได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื้อสัตย์ จงรักภักดีหาที่สุดไม่ได้

ไม่นานนักพระเจ้าอยู่หัวก็โปรดเกล้าฯสถาปนาขึ้นเป็นพระสนมเอก อันเป็นตำแหน่งที่เจ้าจอมมารดาหลายๆท่านที่รับราชการมาช้านานก็ยังไม่ได้เป็นพระสนมเอก แต่คุณหญิงสดับซึ่งเป็นเพียงเด็กสาววัยรุ่น และเพิ่งเข้ามารับราชการเป็นเจ้าจอมกลับได้รับพระราชทานตำแหน่งที่สูงถึงเพียงนี้ ยิ่งก่อให้เกิดความอิจฉาริษยาจากคนรอบข้าง ด้วยวัยเพียง17ปีท่านจึงได้เล่าถึงความรู้สึกครั้งนั้นว่า

"...เหลียวไปไหนพบแต่ศัตรู คุณจอมท่านนั้นส่อเสียดว่าอย่างนั้น คุณจอมท่านนี้ว่าอย่างนี้ ตรองดูทีข้าพเจ้าจะย่อยยับแค่ไหน" ด้วยความอายุยังน้อย ขาดความยั้งคิด ท่านจึงตัดสินใจทำลายชีวิตตนเองด้วยการกินน้ำยาล้างรูปแต่ก็รักษารอดมาได้

แม้ว่าท่านจะถูกกลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสีไปต่างๆนาๆแต่ก็มิเคยที่จะปริปากเพ็ดทูลสิ่งใดๆให้เป็นที่หนักพระทัยของพระเจ้าอยู่หัว จึงทำให้ไม่สามารถมีสิ่งใดมาทำลายความรักที่ท่านมีต่อรัชกาลที่5ได้ นับว่าท่านเป็นเจ้าจอมที่รัชกาลที่5โปรดมากในเวลานั้น คุณหญิงสดับรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทด้วยความบริสุทธิ์ใจไม่เคยทูลขอพระราชทานทรัพสินมีค่าแต่อย่างใด ด้วยอุปนิสัยค่อนข้างจะเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่ไม่น้อยจึงเป็นที่สนิทเสน่หามากขึ้นไปอีกถึงกับพระราชทานสิ่งของมีค่าให้อยู่เนืองๆ

เมื่อรัชกาลที่5สวรรคต ในขณะนั้นคุณหญิงสดับมีอายุแค่เพียง20ปี ท่านจึงตัดสินใจสละสมบัติของมีค่าทุกอย่างที่เคยได้รับพระราชทานให้แก่สมเด็จพระพันปีหลวง เพื่อไม่ให้เกิดการครหาว่าท่านจะนำสมบัติไปปรนเปรอชายอื่น เนื่องจากนเวลานั้นตัวคุณหญิงสดับเองก็เปรียบเหมือนแม่หม้ายสาวสวยทรงเครื่องสมบัติชุดใหญ่แน่นอนว่าต้องเป็นที่สนใจของเหล่าภมรที่ต้องการจะดอมดม ไม่นานนักคุณหญิงสดับจึงตัดสินใจหลบหลีกความวุ่นวายในราชสำนักหาความสงบให้แก่จิตใจโดยการบวชชีจำวัดอยู่ที่วัดเขาบางทรายจังหวัดชลบุรีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระเจ้าอยู่หัวชายผู้เป็นที่รัก โดยมีกำไลมาศเพียงอย่างเดียวที่เหลือติดตัวของท่านไป ท่านได้ปฏิญาณตนอย่างแน่วแน่ว่าจะครองตนเป็นหม้ายโสดเพื่อรักษาเกียรติยศแห่งการเป็นพระสนมในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่5ตลอดชีวิต

ต่อมาเมื่อท่านชรามากแล้วพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่9จึงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ท่านเจ้าจอมสดับเข้าไปอยู่ในส่วนของเขตพระราชฐานชั้นในในพระบรมมหาราชวัง จนเช้าตรู่วันพฤหัสบดีที่ 30 มิ.ย.26 ลูกหลานในราชสกุลลดาวัลย์ต้องเสียใจต่อการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ เจ้าจอมสดับด้วยโรคชรา ในวัย 93 ปี ณ โรงพยาบาลศิริราช ม.ล.พูนแสง ลดาวัลย์ หลานสาวที่เจ้าจอมสดับให้การดูแลอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ในวัยเยาว์ เล่าว่าเจ้าจอมสดับสวมกำไลมาศติดมือจนสิ้นลมหายใจ ตนเป็นคนถอดกำไลมาศข้อมือนั้นด้วยตัวเอง โดยเล่าถึงสภาพของกำไลมาศว่า “ถึงแม้ว่าคำกลอนที่จารึกไว้ในกำไลมาศจะลบเลือนไปตามกาลเวลา เพราะท่านสวมมาถึง 76 ปี แต่พระปรมาภิไธย “จุฬาลงกรณ์ ป.ร.” ที่จารึกไว้ด้านในท้องกำไลยังคงเป็นรอยจารึกที่แจ่มชัดดังเดิมจนน่าประหลาดใจมาก”

จากนั้นตนจึงนำกำไลมาศถวายแด่พระบาทสมด็จพระเจ้าอยู่หัวฯรัชกาลที่9ซึ่งพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำของเหล่านั้นไปไว้ที่พระที่นั่งวิมานเมฆตรงห้องพระบรรทมรัชกาลที่5 คุณหญิงสดับจึงเป็นเจ้าจอมในรัชกาลที่ 5คนสุดท้ายที่มีชีวิตยาวนานมาถึง5แผ่นดิน และตลอดชีวิตของท่านได้แสดงถึงความซื่อสัตย์ จงรักภักดี ในฐานะภรรยาที่มีต่อสามี ในฐานะข้าในรัชกาลที่ 5และรัชกาลที่ 9 รวมถึงในฐานะข้าของแผ่นดิน.นับเป็นความรักในราชสำนักที่ถูกจารึกลงในหน้าประวัติศาสตร์ไทย

จากภาพด้านซ้าย คุณหญิงสดับในวัยสาวแรกเข้าถวายตัวเป็นเจ้าจอม

จากภาพด้านขวาบน เจ้าจอมสดับในวัยชราเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวเมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดราชโอรสาราม เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖

จากภาพด้านขวากลาง สมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในการพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ณ ศาลาบัณณรศภาค วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

จากภาพด้านขวาล่าง กำไลมาศ มีบทกลอนพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่5สลักไว้บริเวณด้านบนของกำไลว่า

กำไลมาศชาตินพคุณแท้ ไม่ปรวนแปรเป็นอื่นยั่งยืนสี
เหมือนใจตรงคงคำร่ำพาที จะร้ายดีขอให้เห็นเช่นเสี่ยงทาย
ตาปูทองสองดอกตอกสลัก ตรึงความรักรัดไว้อย่าให้หาย
แม้รักร่วมสวมใส่ไว้ติดกาย เมื่อใดวายสวาสดิ์วอดจึงถอดเอย"

ปล. คำว่า "คุณหญิงสดับ" ในที่นี้คือชื่อเรียกแบบลำลองของหม่อมราชวงศ์หญิง แต่เดิมเจ้าจอมท่านเป็นหม่อมราชวงศ์หญิง เมื่อเริ่มโตเป็นสาวจึงเข้าไปเป็นข้าหลวงในพระวิมาดาเธอฯ ชาววังสมัยนั้นมักจะเรียกท่านว่า คุณหญิงสดับ เมื่อถวายตัวเป็นข้าบาทบริจาจึงมีชื่อเต็มว่า เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ในรัชกาลที่5 เหตุผลที่แอดมินใช้คุณหญิงนั้น เพื่อให้ทราบว่าคำว่าคุณหญิงไม่ได้ใช้แต่เฉพาะสตรีผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชตระกูลจุลจอมเกล้าเท่านั้น แต่ยังเป็นชื่อเรียกแบบลำลองสำหรับหม่อมราชวงศ์หญิงอีกด้วย

ความคิดเห็น

  1. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ
  2. ก๊อปมาทั้งดุ้นแบบนี้ Credit ก็ไม่ให้ อายไหมครับถามจริง https://www.facebook.com/ThailandhistoryOFwarehouse/photos/a.120142734796022.30235.119437984866497/439597656183860/?type=1&theater

    ตอบลบ
  3. ก๊อปไม่ก๊อปไม่รู้แต่ขอบคุณที่นำเอามาเผยแพร่ค่ะ อ่านแล้วซาบซึ้งเป็นที่สุด

    ตอบลบ
  4. ผมว่าไม่น่าอายนะ คุณต่างหากที่ควรอายผมว่า แล้วก็ขอขอบคุณด้วยคนครับ

    ตอบลบ
  5. การที่คนๆนึงจะเผยแพร่ประวัติคนสำคัญของไทยให้คนที่ยังไม่เคยได้รู้หรือให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย ไม่ใช่เรื่องก๊อปเค้ามาทั้งนั้นถ้ามัวแต่คิดแบบคุณคงเจริญหรอกค่ะ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ไม่ระบุชื่อ17 เมษายน 2558 เวลา 19:59

      โง่แบบสันดารไทยแท้ความละอายไม่มี ไม่รู้จักดีชั่ว

      ผูหญิงห่าไรวะเนี่ย

      เขาคิดเขาเรียบเรียงมามึงก็ต้องส่งเล์ไปขอก่อนเผยแพร่
      ถ้าไม่ขอมึงต้องทิ้งทั้งชื่อ และเว็ปที่มึงไปดูดมา เพราะนั้นไม่ใช่ความรู้ของมึงเข้าใจป่าวควาย

      เพราะมีพวกสันดารมักง่ายเต็มบ้านเต็มเมืองแบบมึงนั่นแหละที่ไม่เจริญอ้างประวัติคนสำคัญ เกี่ยวที่ไหนอิเหี้ ยเอ้ย

      ลบ
    2. ค่ะถูก เอามาเผยแพร่ต่อไม่ใช่เรื่องผิดค่ะ น่ายกย่องด้วยที่จับเรื่องราวดีๆมาให้คนได้อ่าน ได้รู้ ที่มันผิด มันผิดที่วิธีการของคนที่นำบทความมาเผยแพร่ต่อค่ะ ผิดที่เอาข้อมูลมาแล้วไม่ใส่เครดิตคนที่หาข้อมูลก่อนหน้านี้ค่ะ เรียกว่าไม่รักษากฎกติกาค่ะ คิดถึงใจเค้าใจเรา หลับตาคิดตามก็ได้นะ ถ้าคุณคิดสูตรพอกผิวทำให้ผิวขาว มีคนเอาสูตรคุณไปบอกต่อทำเหมือนตัวเองเป็นคนคิดค้น ทั้งที่จริงๆแล้วคุณเป็นคนคิดสูตรนี้ขึ้นมา คุณจะรู้สึกยังไงกับการกระทำมักง่ายของคนที่เอาข้อมูลคุณไปแชร์ เอาไปเรียกแขก

      ลบ
  6. น่าประทับใจอย่างยิ่ง ขอบพระคุณมากๆ ที่นำเรื่องราวดีๆมาแชร์...

    ตอบลบ
  7. เพราะมีคนมักง่าย แบบพวกมึงนั่นแหล่ะ พวกขี้ก็อปมันถึงเจริญจนเต็มบ้านเมืองไปหมด มึงไม่นึกถึงจิตใจคนที่เค้า หาข้อมูลแล้วเรียบเรียงออกมามั่งล่ะ กว่าจะทำเสร็จเจอพวก ก็อปปี้ พาส เข้าไป เจอคนแบบพวกมึงเข้าไปอีก ต่อไปใครมันจะอยากสร้างสรรผลงานดีๆออกมาวะ ถ้ามึงไม่มีเจตนาจะก็อป มึงก็ลงลิ้ง ใส่เครดิตให้เค้าสิ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. เห็นด้วยค่ะ การทำการเผยแผ่บทความที่มีต้นขั้วข้อมูลจากคนอื่น เว็บอื่น ลิงค์อื่น ต้องใส่เครดิตให้ต้นฉบับบนะคะ มันเป็นกฎกติกาสากลในการใช้สื่อในโลกอินเตอร์เน็ต นี้เค้าใช้กันเป็นสากล หรือทั่งโลกเลย ยังไม่นับรวมลิขสิทธิ์อีกนะคะ
      เรื่องนี้มองข้ามก็ง่ายนิดเดียว แต่เทียบกับเจ้าของบทความแล้วน่าเห็นใจนะคะ ข้อมูลกว่าจะเก็บหลักฐานรวบรวมมาเป็นข้อมูลได้ขนาดนี้ ต้องทุ่มเทแรงกาย แรงใจแค่ไหน คิดกันให้มากๆนะคะ แบบนี้ถือเป็นการเอาเปรียบคนอื่นค่ะ ไม่ควรสนับสนุน

      ลบ
  8. ผมว่าอยูาที่เจตนาของผู้ที่นำมาเผยแผ่นะครับ

    ตอบลบ

แสดงความคิดเห็น